• บทเรียนที่ 148. DDIM กับการกำหนดคุณสมบัติของ Extension line

    ได้เคยแนะนำให้ท่านผู้อ่านรู้จักกับเส้น Extension กันไปแล้วในบทเรียนที่ 127. ซึ่งนั่นเป็นเพียงการแนะนำในระดับเริ่มต้นเท่านั้น และในบทเรียนต่อไปนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้น Extension กันให้มากขึ้น พร้อมๆกับเรียนรู้วิธีการกำหนดค่าต่างๆของเส้น Extension ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด สี ความหนา ตลอดไปจนถึงระยะห่างต่างๆเป็นต้น ตัวอย่าง การกำหนดคุณสมบัติของเส้น Extension A. เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่ตรงกันให้ทำการสร้างไฟล์ใหม่ด้วยคำสั่ง NEW เสร็จแล้วเลือกไฟล์ต้นแบบชื่อไฟล์ acad.dwt B. เรียกใช้คำสั่ง DDIM ผ่านทาง Command : ของ AutoCAD จะปรากฏหน้าต่าง Dimension Style Manager จากนั้นทำตามขั้นตอนที่ปรากฏในรูป คำอธิบายประกอบภาพ Dimension Style Manager & Modify Dimension Style คลิกเลือกสไตล์เส้นบอกขนาดที่ต้องการ ในที่นี่้ราจะเลือกใช้สไตล์ Standard เลือก Modify เพื่อทำการแก้ไข คลิกแท็ป Lines กำหนด สี ของเส้น Extension ในกรอบหลังข้อความ Color : ในที่นี้ให้เลือกเป็นสีเหลือง การกำหนดสีเส้น Extension กำหนด แบบเส้น ของเส้น Extension ในกรอบหลังข้อความ Linetype ext line 1 : กำหนด แบบเส้น ของเส้น Extension ในกรอบหลังข้อความ Linetype ext line 2 : กำหนด ความหนา ของเส้น Extension ในกรอบหลังข้อความ Lineweight : ปิด-เปิด การแสดงเส้น Extension เส้นที่ 1 ถ้าว่างไว้จะเป็นการเปิดการแสดงเส้น Extension เส้นที่ 1 ปิด-เปิด การแสดงเส้น Extension เส้นที่ 2 ถ้าว่างไว้จะเป็นการเปิดการแสดงเส้น Extension เส้นที่ 2 การปิด-เปิด เส้น Extension กำหนดความยาวส่วนปลายของเส้น Extension ในกรอบหลังข้อความ Extend beyond dim lines การกำหนด Extend beyond dim lines กำหนดระยะห่างที่น้อยที่สุด ระหว่างจุดกำเนิดหรือจุด Origin กับส่วนปลายของเส้น Extension (ค่าตัวนี้ผันแปรไปตามระยะที่กำหนดในขั้นตอนที่ 5 ของข้อ C เฉพาะในกรณีที่เรากำหนดค่าในช่อง Fixed length extension lines) การกำหนด Offset from origin กำหนดความยาวของเส้น Extension แบบคงที่ ในกรอบหลังข้อความ Fixed length extension lines การกำหนด Fixed length […]

  • บทเรียนที่ 98. การแก้ไข BLOCK ในกรณีที่มีสถานะเป็นไฟล์

    เนื่องจากบล็อคประเภทนี้มีสถานะเป็นไฟล์ .DWG เช่นเดียวกับไฟล์ทั่วๆไปของ AutoCAD เราสามารถใช้คำสั่ง OPEN เปิดเข้าไปเพื่อทำการแก้ไขรายละเอียดต่างๆภายในไฟล์ตามที่เราต้องการได้และเมื่อเสร็จสิ้นการแก้ไขก็ให้ผู้ใช้ทำการบันทึกไฟล์ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นค่อยใช้คำสั่ง INSERT ในการนำเข้าไฟล์นั้นๆอีกที แต่ประเด็นสำคัญมันจะอยู่ตรงที่ในกรณีที่นำเข้าไฟล์แล้วบังเอิญชื่อไฟล์ที่นำเข้าไปซ้ำกับชื่อบล็อคเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว คำสั่ง INSERT จะถามคุณทันทีว่า คุณต้องการที่จะแทนที่บล็อคเดิมด้วยไฟล์ใหม่นี้หรือไม่ ถ้าคุณตอบใช่ บล็อคเดิมที่มีอยู่ภายใน DRAWING ทั้งหมดจะเปลี่ยนไปเป็นบล็อคใหม่ตามข้อมูลในไฟล์ที่คุณนำเข้าทันที แต่ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้ไฟล์ที่นำเข้าไปทับบล็อคเดิมที่มีอยู่แล้ว ก็ให้ตอบไม่ แต่ถ้าหากคุณยังต้องการนำเข้าไฟล์นั้นอยู่และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้บล็อคเดิมที่มีอยู่คงสภาพอยู่เหมือนเดิม แนะนำให้คุณทำการเปลี่ยนชื่อไฟล์หรือชื่อบล็อคตัวใดตัวหนึ่งก็ได้เพื่อไม่ให้ชื่อซ้ำกัน เสร็จแล้วค่อยนำเข้าด้วยคำสั่ง INSERT อีกที ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอวิธีการเปลี่ยนชื่อบล็อคโดยใช้คำสั่ง RENAME ในบทเรียนต่อไป ตัวอย่าง การนำเข้าไฟล์ TRIANGLE.DWG ทับบล็อค TRIANGLE ที่อยู่ใน DRAWING A. หากคุณยังไม่ได้สร้างบล็อค TRIANGLE.DWG ให้ดูวิธีสร้างและนำเข้าบล็อค ในบทเรียนที่ 90 ก่อนเพราะเราจะนำมาใช้ในการทดลอง B. เพื่อให้ลำดับขั้นตอนในการทดลองเหมือนกันให้คุณ ปิดไฟล์ TRIANGLE.DWG และไฟล์ TESTBLOCK.DWG ก่อนเริ่มการทดลองในข้อต่อไป C. ให้คุณเปิดไฟล์ TRIANGLE.DWG ขึ้นมาใช้งานโดยคำสั่ง OPEN ดังนี้   D. ให้คุณเปิดไฟล์ TESTBLOCK.DWG ขึ้นมาใช้งานโดยคำสั่ง OPEN (เหมือนกับขั้นตอนในข้อ C) ให้คุณสังเกตและจดจำลักษณะของบล็อค TRIANGLE ที่มีอยู่ในไฟล์ TESTBLOCK.DWG ให้ดีเพื่อใช้เปรียบเทียบหลังจากการทดลองเสร็จสิ้น รูปบล็อค TRIANGLE ที่นำเข้ามาก่อนการ INSERT ทับ   E. กลับไปที่ไฟล์ TRIANGLE.DWG เพื่อทำการแก้ไขภายในไฟล์โดยเราจะทำการระบายทึบลงในรูปสามเหลี่ยมด้วยคำสั่ง HATCH คุณสามารถสลับไฟล์ที่ใช้งานไปมาได้โดยการกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้แล้วกดปุ่ม TAB ไปมา(ปุ่ม TAB คือปุ่มที่อยู่เหนือปุ่ม CAPS LOCK บางทีอาจไม่มีชื่อแสดงบนคีย์บอร์ด) หลังจากคลิกในขั้นตอนที่ 6 ให้คุณคลิกลงในรูปสามเหลี่ยมแล้ว Enter หนึ่งครั้ง จากนั้นทำตามขั้นตอนต่างๆในรูปต่อไป(ในกรณีที่ไม่มีการระบายทึบใดๆเกิดให้ใช้คำสั่ง FILL กำหนดสถานะให้เป็น ON แล้วตามด้วยคำสั่ง REGEN อีกที) F. พิมพ์คำสั่ง QSAVE ลงใน Command : ของ AutoCAD เพื่อทำการบันทึกไฟล์ TRIANGLE.DWG G. กดปุ่ม Ctrl+Tab กลับไปทำงานที่ไฟล์ TESTBLOCK.DWG อีกครั้ง H. เรียกใช้คำสั่ง INSERT นำเข้าไฟล์ TRIANGLE.DWG อีกครั้ง (กรณีนี้เราจะมีบล็อคที่ชื่อ TRIANGLE อยู่ในไฟล์ TESTBLOCK.DWG อยู่ก่อนแล้ว) I. หลังจากที่คุณกดปุ่ม Yes บล็อค TRIANGLE ที่มีอยู่เดิมจะเปลี่ยนไปเป็นบล็อค TRIANGLE ตัวใหม่ตามข้อมูลที่มีอยู่ในไฟล์ TRIANGLE.DWG ที่เราได้ทำการแก้ไขไปทันที

  • บทเรียนที่ 71. การเขียนเส้น PLINE ด้วยคำสั่ง BOUNDARY

    การเขียนเส้น PLINE ด้วยคำสั่ง BOUNDARY เป็นการเขียนเส้น PLINE โดยอาศัยวัตถุชิ้นอื่นๆที่มีอยู่แล้วมาเป็นกรอบในการเขียนหรือสร้างเส้นขึ้นมา เหมาะสำหรับใช้สร้างเส้น PLINE แบบเร่งด่วนเพื่อนำไปใช้ในการหาพื้นที่โดยคำสั่ง AREA หรือลงลวดลายโดยคำสั่ง HATCH เป็นต้น ตัวอย่าง การใช้คำสั่ง BOUNDARY ในการสร้างเส้น PLINE A. ใช้คำสั่ง LINE เขียนกรอบเพื่อใช้เป็นแนวในการเขียนเส้น PLINE ดังนี้ Command: L I N E – พิมพ์คำสั่ง LINE แล้วกด ENTER Specify first point: 1,1 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Undo]: 2,1 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Undo]: 2,1.2 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Close/Undo]: 3,1.2 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Close/Undo]: 3,2.2 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Close/Undo]: 2,2.2 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Close/Undo]: 2,2 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Close/Undo]: 1,2 – พิมพ์ค่าพิกัดที่ระบุลงไป Specify next point or [Close/Undo]: C – พิมพ์ C เพื่อเขียนเส้นไปยังจุดเริ่มต้น   B. ใช้คำสั่ง BOUNDARY ในการสร้างเส้น PLINE ขึ้นมาตามกรอบที่สร้างในข้อ A คำอธิบายประกอบภาพ Boundary Creation คลิก Pick Points เสร็จแล้วคลิกลงในรูปที่สร้างไว้ในข้อ A เลือก Object type เป็น Polyline กดปุ่ม OK   C. เพื่อให้ผลการทดลองชัดเจนยิ่งขึ้นลองใช้คำสั่ง MOVE ย้ายเส้น PLINE ที่เพิ่งสร้างใหม่ออกมาจากแนวกรอบที่สร้างไว้ดังนี้ Command: M O V E – พิมพ์คำสั่ง MOVE แล้วกด ENTER Select objects: L – พิมพ์ L (Last) เพื่อเลือกวัตถุชิ้นล่าสุดที่เขียนลงใน Drawing 1 found Select objects: – เคาะ SPACEBAR เพื่อออกจากการเลือกวัตถุ Specify base point or [Displacement] : – คลิกกำหนดจุดเริ่มต้น […]

  • บทเรียนที่ 70. การไล่เฉดสีหรือโทนสีด้วยคำสั่ง GRADIENT

    คำสั่ง GRADIENT เป็นการลงสีให้กับพื้นที่ที่กำหนดคล้ายกับการลงทึบสีแบบ SOLID ของคำสั่ง HATCH แต่จะต่างกันตรงที่การลงสีของคำสั่ง GRADIENT สามารถไล่สีจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่งหรือจะไล่จากโทนสีเข้มไปหาโทนสีจางก็ได้ และที่สำคัญคุณยังสามารถเรียกใช้คำสั่งนี้ผ่านทางคำสั่ง HATCH ก็ได้ ตัวอย่าง การไล่เฉดสีในพื้นที่ที่ต้องการด้วยคำสั่ง GRADIENT หรือคำสั่ง HATCH A. ใช้คำสั่ง RECTANG เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 3 x 2 หน่วยขึ้นมาหนึ่งรูปดังนี้ Command: R E C T A N G – พิมพ์คำสั่ง RECTANG แล้วกด ENTER Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: – ใช้เมาส์คลิกเพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยม Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @3,2 – พิมพ์ @3,2 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน   B. เรียกใช้คำสั่ง GRADIENT หรือ HATCH ผ่านทาง Command : ของ AutoCAD แล้วกำหนดค่าดังภาพ คำอธิบายประกอบภาพ Hatch and Gradient คลิกแถบ Gradient เลือก One color ในกรณีที่ใช้โทนสีเดียว หรือ Two color ในกรณีที่ใช้สองโทนสี เลือกรูปแบบการลงเฉดสี คลิก Add : Pick points – คลิกลงในรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างในข้อ A กดปุ่ม OK ตัวอย่าง การไล่เฉดสีด้วยคำสั่ง GRADIENT ถ้า HATCH ไม่แสดงผลดังภาพตัวอย่างให้ใช้คำสั่ง FILL กำหนดค่าให้เป็น ON แล้วตามซ้ำด้วยคำสั่ง REGEN อีกที

  • บทเรียนที่ 69. การกำหนดจุดกำเนิดของ HATCH

    โดยปกติแล้วหากเราไม่กำหนดจุดกำเนิดของ HATCH ให้กับพื้นที่ที่เราต้องการแล้ว AutoCAD จะถือเอาจุด 0,0 เป็นจุดกำเนิดของ HATCH เมื่อเราไปเขียน HATCH ลงในพื้นที่ใดๆก็ตามออโตแคดจะทำการคำนวณจากจุด 0,0 เป็นต้นมาและจะมาแสดง HATCH ในพื้นที่ที่เรากำหนด ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ HATCH ที่เราเขียนลงไปไม่ได้ผลลัพท์ตามที่เราต้องการ ตัวอย่าง การกำหนดจุดกำเนิดของ HATCH A. ใช้คำสั่ง RECTANG เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 1 x 1 หน่วยขึ้นมา 1 รูปดังนี้ Command: R E C T A N G – พิมพ์คำสั่ง RECTANG แล้วกด ENTER Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: 1.5,1.5 – กำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยมที่พิกัด 1.5,1.5 Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @1,1 – พิมพ์ @1,1 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน   B. ใช้คำสั่ง HATCH เขียนลวดลายชนิด User defined ขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดลองดังนี้ คำอธิบายประกอบภาพ Hatch and Gradient เลือกชนิดของ HATCH เป็นชนิด User defined กำหนดมุมของลวดลายที่ต้องการ ในที่นี้ให้กำหนดเป็น 0 องศา คลิกใส่เครื่องหมายถูก ในกรณีที่ต้องการลวดลายสองทิศทางตัดกัน กำหนดระยะห่างของเส้นแต่ละเส้น ในที่นี้ให้กำหนดเป็น 0.2 คลิก Add : Pick points – คลิกลงในรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างในข้อ A กดปุ่ม Preview เพื่อดูตัวอย่าง HATCH ที่สร้างขึ้น เสร็จแล้วกดปุ่ม ESC หนึ่งครั้ง (จะได้ผลดังภาพตัวอย่าง ก่อนการกำหนดจุดกำเนิดของ HATCH) คลิกปุ่มหน้าข้อความ Specified origin คลิกปุ่มหน้าข้อความ Click to set new origin แล้วกด Ctrl+เมาส์ขวาเลือก Endpoint แล้งคลิกตรงมุมล่างซ้ายของรูปสี่เหลี่ยม กดปุ่ม Preview เพื่อดูตัวอย่าง HATCH ที่สร้างขึ้น เสร็จแล้วกดปุ่ม ESC หนึ่งครั้ง (จะได้ผลดังภาพตัวอย่าง หลังการกำหนดจุดกำเนิดของ HATCH) กดปุ่ม OK ภาพตัวอย่าง ก่อนการกำหนดจุดกำเนิดของ HATCH   ภาพตัวอย่าง หลังการกำหนดจุดกำเนิดของ HATCH ถ้า HATCH ไม่แสดงผลดังภาพตัวอย่างให้ใช้คำสั่ง FILL กำหนดค่าให้เป็น ON แล้วตามซ้ำด้วยคำสั่ง REGEN อีกที

  • บทเรียนที่ 68. การคัดลอกคุณสมบัติหรือลวดลายของ HATCH

    ในบทเรียนนี้เราจะทำการทดลองคัดลอกคุณสมบัติหรือคัดลอกลวดลายของ HATCH ที่มีอยู่ใน Drawing ไปวางในพื้นที่ใหม่ตามที่เราต้องการ ซึ่งการคัดลอกนี้จะเป็นเพียงการคัดลอกคุณสมบัติลวดลายของ HATCH ที่มีอยู่เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการคัดลอก HATCH ไปไว้ในตำแหน่งใหม่ด้วยคำสั่ง COPY แต่อย่างใด ตัวอย่าง การคัดลอกลวดลายของ HATCH ทีมีอยู่ใน Drawing A. ใช้คำสั่ง RECTANG เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 1 x 1 หน่วยขึ้นมา 3 รูปดังนี้ Command: R E C T A N G – พิมพ์คำสั่ง RECTANG แล้วกด ENTER Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: 1,1 – กำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยมที่พิกัด 1,1 Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @1,1 – พิมพ์ @1,1 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน Command: – ENTER เพื่อใช้คำสั่งเดิม RECTANG Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: 3,1 – กำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยมที่พิกัด 3,1 Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @1,1 – พิมพ์ @1,1 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน Command: – ENTER เพื่อใช้คำสั่งเดิม RECTANG Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: 5,1 – กำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยมที่พิกัด 5,1 Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @1,1 – พิมพ์ @1,1 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน   B. ใช้คำสั่ง HATCH เขียนลวดลายชนิด User defined ขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดลองดังนี้ คำอธิบายประกอบภาพ Hatch and Gradient เลือกชนิดของ HATCH เป็นชนิด User defined กำหนดมุมของลวดลายที่ต้องการ ในที่นี้ให้กำหนดเป็น 45 องศา คลิกใส่เครื่องหมายถูก ในกรณีที่ต้องการลวดลายสองทิศทางตัดกัน กำหนดระยะห่างของเส้นแต่ละเส้น คลิก Add : Pick points – คลิกลงในรูปสี่เหลี่ยมด้านซ้ายมือ กดปุ่ม Preview เพื่อดูตัวอย่าง HATCH ที่สร้างขึ้นเสร็จแล้วกดปุ่ม ESC หนึ่งครั้ง กดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นการเขียน HATCH ลงในรูปสี่เหลี่ยม   C. ใช้คำสั่ง HATCH […]

  • บทเรียนที่ 67. การแก้ไข HATCH ด้วยคำสั่ง HATCHEDIT

    แนะนำวิธีการเขียน HATCH ไปแล้วหลายบทเรียนมาถึงบทเรียนนี้เราจะมาทดลองแก้ไข HATCH ที่เราเขียนไปแล้วกันบ้าง โดยคำสั่งที่จะแนะนำในบทเรียนนี้คือคำสั่ง HATCHEDIT เป็นคำสั่งที่ใช้แก้ไข HATCH ที่เขียนไปแล้วโดยเฉพาะ วิธีการใช้งานก็จะคล้ายกับการเขียน HATCH ขึ้นมาใหม่เพียงแต่นี่เป็นการแก้ไข HATCH ที่มีอยู่เดิมเท่านั้น ตัวอย่าง การแก้ไข HATCH ทีมีอยู่เดิมให้เป็นลวดลายใหม่ตามที่ต้องการ A. ใช้คำสั่ง RECTANG เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 2 x 3 หน่วยขึ้นมาหนึ่งรูปดังนี้ Command: R E C T A N G – พิมพ์คำสั่ง RECTANG แล้วกด ENTER Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: – ใช้เมาส์คลิกเพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยม Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @3,2 – พิมพ์ @3,2 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน   B. ใช้คำสั่ง HATCH เขียนลวดลายชนิด User defined ขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดลองดังนี้ คำอธิบายประกอบภาพ Hatch and Gradient เลือกชนิดของ HATCH เป็นชนิด User defined กำหนดมุมของลวดลายที่ต้องการ คลิกใส่เครื่องหมายถูก ในกรณีที่ต้องการลวดลายสองทิศทางตัดกัน กำหนดระยะห่างของเส้นแต่ละเส้น คลิก Add : Pick points – คลิกลงในรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างในข้อ A กดปุ่ม Preview เพื่อดูตัวอย่าง HATCH ที่สร้างขึ้นเสร็จแล้วกดปุ่ม ESC หนึ่งครั้ง กดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นการเขียน HATCH ลงในรูปสี่เหลี่ยม ตัวอย่าง HATCH ที่จะทำการแก้ไข   C. ทดลองใช้คำสั่ง HATCHEDIT แก้ไข HATCH ที่สร้างขึ้นในข้อ B Command: H A T C H E D I T – พิมพ์คำสั่ง HATCHEDIT แล้วกด ENTER Select hatch object: – คลิกตรง HATCH ที่ต้องการแก้ไข แล้วแก้ไขตามภาพ คำอธิบายประกอบภาพ Hatch Edit แก้ไขระยะห่างของ HATCH กดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นการแก้ไข HATCH ตัวอย่าง HATCH ที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ถ้า HATCH ไม่แสดงผลดังภาพตัวอย่างให้ใช้คำสั่ง FILL กำหนดค่าให้เป็น ON แล้วตามซ้ำด้วยคำสั่ง REGEN อีกที

  • บทเรียนที่ 66. การกำหนดรูปแบบในการกำหนดพื้นที่ของ HATCH

    ในบทเรียนนี้เราจะมาศึกษาวิธีการกำหนดพื้นที่ที่ต้องการใส่ลวดลายหรือ Hatch ลงไป โดยเฉพาะในกรณีที่พื้นที่ที่ต้องการกำหนดมีพื้นที่ทับซ้อนกันหลายรูป ซึ่งผลที่ได้จากการกำหนดพื้นที่ในแต่ละแบบเราจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปตามแบบที่กำหนด ตัวอย่าง การกำหนดพื้นที่ที่จะใส่ลวดลายหรือ HATCH แบบ Nomal Outer และ Ignore A. ใช้คำสั่ง RECTANG เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 2 x 3 หน่วยขึ้นมาหนึ่งรูปดังนี้ Command: R E C T A N G – พิมพ์คำสั่ง RECTANG แล้วกด ENTER Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: – ใช้เมาส์คลิกเพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยม Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @3,2 – พิมพ์ @3,2 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน   B. ใช้คำสั่ง OFFSET สร้างรูปสี่เหลี่ยมซ้อนภายในรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างในข้อ A อีก 2 รูป ดังนี้ Command: O F F S E T – พิมพ์คำสั่ง OFFSET แล้วกด ENTER Current settings: Erase source=No Layer=Source OFFSETGAPTYPE=0 Specify offset distance or [Through/Erase/Layer] : 0.4 – พิมพ์ระยะห่าง 0.4 แล้วกด ENTER Select object to offset or [Exit/Undo] : – คลิกรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในข้อ A Specify point on side to offset or [Exit/Multiple/Undo] : – คลิกลงในรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในข้อ A Select object to offset or [Exit/Undo] : – คลิกรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในข้อ B-5 Specify point on side to offset or [Exit/Multiple/Undo] : – คลิกลงในรูปสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในข้อ B-5 Select object to offset or [Exit/Undo] : – แคะ SPACEBAR เพื่อจบคำสั่ง ตัวอย่าง รูปสี่เหลียมที่ใช้ในการทดลอง   C. ใช้คำสั่ง HATCH เขียนลวดลายชนิด User defined ดังรูป คำอธิบายประกอบภาพ Hatch and Gradient คลิกปุ่มย่อ-ขยายหน้าต่าง Hatch and Gradient เลือกชนิดของ HATCH เป็นชนิด […]

  • บทเรียนที่ 65. การระบายสีหรือระบายทึบด้วยคำสั่ง HATCH

    รูปแบบ Hatch อีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้งานมากที่สุดอีกรูปแบบหนึ่งคือรูปแบบ Solid เหมาะสำหรับใช้ระบายสีหรือระบายทึบลงในพื้นที่ที่ต้องการด้วยสีต่างๆตามที่เรากำหนด ตัวอย่าง การใช้คำสั่ง HATCH ระบายสีลงในกรอบสี่เหลี่ยมที่กำหนด A. ใช้คำสั่ง RECTANG เขียนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 2 x 3 หน่วยขึ้นมาหนึ่งรูปดังนี้ Command: R E C T A N G – พิมพ์คำสั่ง RECTANG แล้วกด ENTER Specify first corner point or [Chamfer/Elevation/Fillet/Thickness/Width]: – ใช้เมาส์คลิกเพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นของรูปสี่เหลี่ยม Specify other corner point or [Area/Dimensions/Rotation]: @3,2 – พิมพ์ @3,2 เพื่อกำหนดความกว้างและความสูงของรูปสี่เหลี่ยมตามลำดับ แต่ถ้าไม่พิมพ์ตัว @ นำหน้าจะหมายถึงการกำหนดค่าพิกัดแทน   B. กำหนดสีที่ต้องการระบายลลงในกรอบสี่เหลี่ยมก่อน โดยคลิกเลือกสีในกรอบ Color control   C. ใช้คำสั่ง HATCH เขียนลวดลายชนิด Predefined ดังรูป คำอธิบายประกอบภาพ Hatch and Gradient & Hatch Pattern Palette เลือกชนิดของ HATCH เป็นชนิด Predefined กดป่มเพื่อเปิดหน้าต่าง Hatch Pattern Palette เลือกกลุ่ม Hatch ที่ต้องการ ในที่นี้ให้เลือก Other Predefined เลือกชุดรูปแบบของเส้นที่ต้องการ ในที่นี้ให้เลือก SOLID เสร็จแล้วกดปุ่ม OK เพื่อปิดหน้าต่าง Hatch Pattern Palette เลือกกำหนดพื้นที่ที่ต้องการใส่ลวดลายลงไปเราสามารถเลือกกำหนดได้ 2 วิธีคือ 6.1 Add : Pick points – เป็นการกำหนดพื้นที่โดยการคลิกลงในพื้นที่ที่ต้องการ 6.2 Add : Select objects – เป็นการกำหนดพื้นที่โดยการคลิกลงบนวัตถุที่ต้องการ ตัวอย่าง การใช้งาน Hatch แบบ SOLID ถ้า HATCH ไม่แสดงผลดังภาพตัวอย่างให้ใช้คำสั่ง FILL กำหนดค่าให้เป็น ON แล้วตามซ้ำด้วยคำสั่ง REGEN อีกที

AutoCAD Tutorials

บทเรียนที่ 174. กำหนดมุมของตัวเลขบอกขนาดด้วยคำสั่ง Dim ->Trotate

July 21, 2017 0

คำสั่ง Dim ->Trotate เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดมุมให้กับตัวเลขบอกขนาดโดยเฉพาะ ค่อนข้างจะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่เริ่มใช้งานเส้นบอกขนาดใหม่ๆ อาจยังกำหนดมุมของตัวเลขบอกขนาดได้ไม่ตรงกับความต้องการเท่าใดนัก อาจใช้คำสั่งนี้หมุนตัวเลขบอกขนาดให้ได้มุมที่ต้องการไปก่อนก็ได้ เอาไว้ว่างๆค่อยไปศึกษาวิธีการกำหนดมุมของตัวเลขบอกขนาดในภายหลัง ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในบทเรียนก่อนๆแล้ว สามารถติดตามอ่านได้ ตัวอย่าง การกำหนด มุม ของตัวเลขบอกขนาดโดยใช้คำสั่ง Dim ->Trotate A. ให้คุณผู้อ่านเขียนเส้นบอกขนาด ในแนวตั้ง ขึ้นมาหนึ่งเส้น (ดูวิธีการเขียนเส้นบอกขนาดในบทเรียนที่ 114.) B. ใช้คำสั่ง DIM ->Trotate เพื่อกำหนด มุม ให้กับตัวเลขบอกขนาด ในที่นี้เราจะกำหนดมุมของตัวเลขให้เป็น 90 องศาเพื่อให้ตัวเลขบอกขนาดทำมุมขนานไปกับเส้นบอกขนาดที่สร้างขึ้น Command: D I M – พิมพ์คำสั่ง DIM แล้ว ENTER Dim: T R O T A T E – พิมพ์คำสั่ง TROTATE แล้ว ENTER Specify angle for dimension text: 90 – กำหนดมุมที่ต้องการ Select objects: 1 found – คลิกเส้นบอกขนาดที่ต้องการ Select objects: – ENTER เมื่อไม่ต้องการเลือกวัตถุใดๆเพิ่มแล้ว Dim: E X I T – พิมพ์คำสั่ง EXIT แล้ว ENTER เพื่อออกจากคำสั่ง DIM

AutoLISP Tips

การบันทึกไฟล์ออโตแคดในเวอร์ชั่นที่ต้องการโดยอัตโนมัติ

July 22, 2017 0

หากคุณต้องการบันทึกไฟล์ให้สามารถนำไปใช้งานในออโตแตดในเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่าได้ทันที แนะนำให้คุณใช้คำสั่ง options เลือกแท็บ Open and Save ในกรอบ Save as ให้คุณเลือกรูปแบบไฟล์ที่คุณต้องการ แนะนำให้กำหนดไว้ที่ AutoCAD2007/LT2007 Drawing คาดว่าปัจจุบันคงไม่มีใครใช้เวอร์ชั่นต่ำกว่านี้แล้ว การกำหนดรูปแบบการบันทึกไฟล์ในเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า ดูวิธีการดาวน์เวอร์ชั่นในกรณีที่ไม่ได้ตั้งบันทึกแบบออโตได้ใน การบันทึกไฟล์ออโตแคดในเวอร์ชั่นที่ต้องการโดยอัตโนมัติ

เข้าสู่ระบบ

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซด์